Thursday, 31 March 2016

มีเงิน 10 บาทจะทำทานอย่างไร ให้ได้บุญสูงสุด

#‎ทาน หรือ การทำทาน ถือเป็นการทำบุญในระดับต่ำสุดแล้วในทางพุทธศาสนา ในทานเองนี่ก็เหมือนกันค่ะ มีหลายระดับอีก

การทำบุญอันเป็นวัตถุทานนี้มีหลากระดับ 4 ระดับ ในระดับที่ 5  ไม่ต้องการวัตถุใดๆ แล้วค่ะ

วันนี้มี ถ้ามีเงิน 10 บาท ทำไงจะทำบุญให้ได้บุญมากที่สุด ที่มีลำดับบุญตามนี้

1. สังฆทาน ไม่ว่าจะถวายอะไรที่ถูกต้อง ควรถวายแก่พระทั้งวัด (ไม่เป็นส่วนบุคคลต่อตัวนะคะ) อาจซื้อไม้ขีดไฟสักกล่องถวายพระทั้งวัดก็ได้แล้ว
2. วิหารทาน ไปสร้างโบถส์ ร่วมสร้างวิหาร เอาเงินสิบบาทนั้นไปสร้างวิหาร เราก็ได้บุญสูงขึ้น
3. ปลอยสัตว์ ปล่อยชีวิตสัตว์จะถูกฆ่า นี่ยิ่งกว่าสร้างวิหารอีกค่ะ
4. ธรรมทาน หนังสือธรรมมะต่างๆ ทานอันยอดเยี่ยมคือ อันนี้

ตัวอย่างที่ดี ๆ สำหรับการทำธรรมะทานคือ งานศพ แจกหนังสือธรรมะ ก่อนแจก ควรขยันหยิบทีละเล่ม แล้วนำมาอธิษฐาน
"ข้าพเจ้าขอทำบุญหนังสือธรรมทานนี้ และขออุทิศบุญจากธรรมะทานนี้ ให้แก่ผู้ตายด้วยเถิด สาธุๆๆ"
ทำทีละเล่มเลยค่ะ อุทิศทีละเล่ม นั่งทำสักคืนนึงก่อนเผา ก่อนแจกแขก ... อันนี้ผู้ตายได้บุญเต็มๆ เลยค่ะ

ที่สูงกว่า 4 ลำดับนี้มีมั้ย มีค่ะ!!

คือไม่เป็นวัตถุทานแล้วหละ ทานสูงสุดคือ อภัยทาน อันนี้ไม่ใช้เงิน เป็นทานจากใจ จิตอันบริสุทธิ์ เป็นทานสูงสุด

จะเป็นคนมีโชคมีลาภนี่ ต้องมีวัตถุทาน สูงๆ ค่ะ

โดยส่วนตัวข้าพเจ้านี้ บุญเก่าๆของข้าพเจ้าน่าจะไม่มาทางสายวัตถุทานนี้หละคะ
มาทางภาวนาแน่เลย ...เรียน เขียน เอาค่ะ คือ มีเรียน เขียน อ่าน แต่ไม่รวยสักที ...





เรื่องจริง คนมีบาป !!

เรื่องนี้ ได้รับการรับรองจากพระพม่าและชาวพม่าว่า เป็นเรื่องจริง เคยถูกนำไปลงเป็นข่าวดังเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งชาวพม่าจะเรียกกันว่า นางหมา

ผู้หญิงคนนี้มีปกติไม่เข้าวัดทำบุญ และด่าพ่อแม่เป็นประจำ ได้ทำกรรมหนักดังกล่าวตอนอายุ 20 ปี และกรรมก็ได้ตามทันหลังจากนั้นไม่นาน ใช้เวลาถึงห้าปีร่างกายจึงได้เปลี่ยนไปเป็นลักษณะแบบนี้ ไม่ได้เปลี่ยนไปภายในคืนเดียว ชีวิตความเป็นอยู่เหมือนสุนัขเลย คือ เดินสี่ขาและเห่าเหมือนสุนัข เมื่อผู้คนพบเห็นก็ได้ถ่ายรูปและนำไปออกข่าว ทำให้เธอรู้สึกอายมากจึงได้ย้ายจากเมืองย่างกุ้งไปอยู่แถวชายแดนของพม่า ต้องใช้ชีวิตแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตลอดเวลา

ในภาพชื่อ น.ส. จ้อ คำนาง บิดาชื่อ นายคำหน่อ มารดาชื่อ นางมินตาล น.ส. จ้อ ได้ถูก พ่อ - แม่ ตามใจมาตลอด จนทำให้เสียนิสัย มีอยู่วันหนึ่ง น.ส. จ้อ ได้เข้าไปขอเงินแม่ในห้องพระ แม่ก็เลยบอกว่าเดี๋ยวแม่ไหว้พระเสร็จก่อนแล้วแม่จะเอาเงินให้ น.ส. จ้อ จึงโกธรที่ไม่ได้ดังใจจึงเดินไปข้างหลังแม่ แล้วใช้เท้าถีบแม่ในขณะที่แม่ไหว้พระอยู่ จนแม่หน้าฟาดกับพื้น ฟันหักไปสองซี่ เลือดไหลออกจากปาก แม่ก็ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด และได้สาปแช่ง น.ส. จ้อ ต่างๆนาๆ จนพอวันรุ่งขึ้น น.ส. จ้อ ก็มีสภาพเปลี่ยนไปกลายร่างจากคน และมีรูปร่างคล้ายสุนัข ดังในรูปภาพ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ หมู่บ้าน สินคาน อำเภอ มิจินา ประเทศ พม่า 2549 นี้...


นางหมา 


Wednesday, 16 March 2016

สติปัฏฐาน ๔ คืออะไร

สติ แปลว่า การตามระลึกรู้อารมณ์

ปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้ง (ของการเพ่ง)

สติปัฏฐาน ๔ หมายถึง ฐาน หรือที่ตั้งอันเป็นที่รองรับของการกำหนดสติอย่างประเสริฐ เพราะเป็นการตามระลึกรู้อารมณ์ปรมัตถ์ (รูป-นาม) ที่เกิดขึ้นตามฐาน ซึ่งมี ๔ ฐานด้วยกัน คือ กาย เวทนา จิต และธรรม

ผู้ใดที่มีการปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักของสติปัฏฐาน ย่อมเป็นเหตุให้เกิดวิปัสสนาปัญญา อันเป็นปัญญาที่เข้าถึงสภาวธรรมของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ในที่สุด

ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ สามารถทำลายวิปลาสธรรม ๔ ประการได้

วิปลาสธรรม ๔ ประการ คือ 

๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณากาย ซึ่งเป็นรูปธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงรูปนั้นเป็นอสุภะ(ความไม่งาม,ความน่าเกลียด) เป็นการทำลาย สุภวิปลาส(สำคัญว่างาม,ว่าน่ารัก)

๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาเวทนา ซึ่งเป็นนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงเแล้ว นามธรรมเป็นทุกข์ เป็นการทำลาย สุขวิปลาส(สำคัญว่าเป็นสุข)

๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาจิต ซึ่งเป็นนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วจิตนามธรรมเป็นอนิจจัง เป็นการทำลาย นิจจวิปลาส (สำคัญว่าเที่ยง)

๔. ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาธรรม ซึ่งเป็นทั้งรูปธรรม และนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว รูป และนามนั้น เป็นอนัตตา เป็นการทำลาย อัตตวิปลาส (สำคัญว่าเป็นตัวตน)

ดังนั้น เมื่อเข้าใจคำนี้แล้วก็ให้เริ่มตั้งใจฝึกสติปัฏฐาน 4 กันเถิด...เพื่อทำลาย "วิปลาสธรรม" ต่างๆ ให้หมดไป 

สาธุ สาธุ สาธุ 

Sunday, 6 March 2016

นิทานคุณธรรมสอนใจ "คนฉลาดกับคนโง่ ไปร่อนทอง"

วันนี้เอา นิทานสอนใจ มาให้อ่านกันอีกเรื่องหนึ่ง มาจากหนังสือชื่อ "นิทานคุณธรรม" เขียนและเรียบเรียงโดย นิทัศน์ ธีระวิทย์ เป็นของสำนักพิมพ์ book smile  เรื่องราวมีดังนี้,,,

คนฉลาดกับคนโง่ไปร่อนทองด้วยกัน หลังจากที่ร่อนทองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับบ้าน ซึ่งแต่ละคนก็นำเอาทองที่ร่อนได้ และถุงน้ำหนังซึ่งบรรจุน้ำไว้เต็ม ติดตัวกลับมาด้วย เพราะในการเดินทางกลับนั้นจะต้องผ่านทะเลทราย ซึ่งน้ำถือว่าเป็นสิ่งที่ค่ามาก ฉะนั้น พวกเขาจะดื่มทีละแค่อึกเดียว

คนฉลาดเห็นคนโง่ไม่ค่อยดื่มน้ำ จึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ทอง จึงพูดว่า

“ข้ายอมให้เจ้าดื่มน้ำอึกหนึ่ง ขอเพียงแค่เจ้าให้ทองข้าหนึ่งตำลึงก็พอ”

คนโง่ไม่ว่าอะไรเลย และผงกหัวตกลง

ไม่นานต่อมา คนโง่ก็ถามคนฉลาดว่า “ให้ข้าดื่มน้ำอีกสักอึกได้ไหม”

คนฉลาดตอบอย่างร่าเริงว่า “ได้สิ แต่คราวนี้ต้องแลกกับทองสองตำลึงนะ”

คนโง่ก็ตอบกลับทันทีว่า “ได้อยู่แล้ว”

ทั้งคู่ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ คนฉลาดยอมดื่มน้ำน้อยลงอีกหน่อย แต่ก็แลกกับทองของคนโง่มาได้ทั้งหมด

คนฉลาดแบงทองหนักขึ้นทุกที แต่ก็นึกดีใจ เทียบกับไปร่อนทองแล้วก็คือว่าคุ้มค่ามาก และไม่ต้องเสียเวลามากด้วย ซ้ำยังไม่ต้องเหนื่อยแทบเป็นแทบตายในการร่อนทอง นับว่ารวยทางลัดได้จริงๆ แต่คนโง่กลับไม่รู้สึกอะไรเช่นนั้น รู้สึกแค่ว่า ตอนนี้ตัวเบามาก และมีความสุขจริงๆ

คนฉลาดนึกในใจว่า “มันโง่จริงๆ “

ทั้งสองเดินทางมาจนเกือบถึงขอบทะเลทรายแล้ว แต่คนฉลาดทนความทรมานจากความกระหายน้ำต่อไปอีกไม่ไหว เขาล้มลงไปกองกับพื้น คนโง่ให้เขาดื่มน้ำอีกอึกเล็กๆ เขาจึงฟื้นขึ้นมาอย่างสะลืมสะลือ

คนฉลาดหมดเรี่ยวแรง เหลือแต่ลมหายใจ พูดกับคนโง่ว่า

“ข้ายอมให้ทองหนึ่งตำลึงแลกกับน้ำหนึ่งอึกของเจ้า”

คนโง่เขย่าถุงน้ำของตัวเองแล้วก็สั่นหัว

คนฉลาดด้วยความกระหายน้ำอย่างเต็มที่แล้ว ก็เลยยอมบอกว่า “ทองสองตำลึงแลกกับน้ำหนึ่งอึกนะ”

คนโง่ยังคงสั่นหัว

“งั้นข้าให้ทองเจ้าทั้งหมดแลกกับน้ำหนึ่งอึกของเจ้า ตกลงหรือไม่”

คนโง่ยังคงสั่นหัว พร้อมกับชี้ไปข้างหน้าแล้วพูดว่า “เจ้าดูสิ”

คนฉลาดโงหัวขึ้นมาดู ไม่ไกลนักมีแม่น้ำอยู่สายหนึ่ง คนฉลาดตะเกียกตะกายคลานไปได้ไม่กี่ก้าว แข็งใจพูดออกมาว่า

“ตอนนี้ข้าต้องการแค่น้ำเพื่อให้รอดชีวิตเท่านั้น”

คนโง่เกิดถุงน้ำยื่นให้คนฉลาดดู พลางสั่นหัวและพูดว่า

“ที่ข้าสั่นหัวปฏิเสธ ก็เพราะ ไม่มีน้ำเหลือแล้ว”

นิทานเรื่องนี้ทิ้งให้จบไว้เพียงแค่นี้ ผู้เขียนคงต้องการให้ท่านผู้อ่านคิดกันต่อเองว่า ตกลงแล้วใครที่โง่ ใครที่ฉลาดกันแน่ จริงๆ แล้วเรื่องของความโลภในทรัพย์สินเงินทองนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เราตาบอด และทำให้เรามองไม่เห็นสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เรามักจะคิดแค่เพียงว่า ถ้าเรารวย และมีเงินทองมากมาย ก็จะทำให้เราทำอะไรก็ได้

แต่หารู้ไม่ว่า สถานการณ์ที่แตกต่างกันไป บางครั้งมีเงินมากมายก็ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เลย ดังนั้นจะทำอะไรจงพิจารณาให้ถ้วนถี่ และจงอย่าให้ความโลภมาทำให้เราหลงผิด คิดผิด และสุดท้ายเราอาจจะตายเหมือนกับคนฉลาดในเรื่องซึ่งมีทองอยู่เต็มตัว แต่ไม่สามารถที่จะรักษาชีวิตไว้ได้

CR: โดย อจ. ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร: Think People Consulting

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

เป็นไงค่ะ ดิฉันชอบเรื่องนี้มากๆ เลย 

Friday, 26 February 2016

เลื่อนคนอื่นขึ้น แต่อย่าลดคนอื่นลง !


อาจารย์ท่านหนึ่ง ชวนลูกศิษย์ไปเดินตามชายหาด ช่วงหนึ่งของการสนทนา อาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นไปบนพื้นทราย เป็นเส้นคู่ขนาด ยาว 5 ฟุต และ 3 ฟุต ตามลำดับ 


อาจารย์กล่าวว่า "เธอลองทำให้เส้น 3 ฟุต ยาวกว่าเส้น 5 ฟุต ให้ดูหน่อยสิ" ลูกศิษย์หยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วตัดสินลบรอยเส้นที่ยาว 5 ฟุต ให้สั้นลง จนเหลือเพียง ุ1 ฟุต จึงทำให้เส้น 3 ฟุต ดูโดดเด่นขึ้นมา แล้วศิษย์ก็สบตาอาจารย์พลางขอความเห็นว่า "เช่นนี้ใช้ได้หรือยังครับ" 
อาจารย์เขกหัวศิษย์เบาๆ แล้วบอกว่า "คนที่คิดจะยกตนเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู้แข่งนั้น ไม่ใช่วิธีที่ดี ดังนั้น เลือกใช้วิธีนี้ ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลว ไม่พัฒนา ทางที่ดี ควรเลือกวิธีการที่จะ "ยกตนเองขึ้น โดยไม่ไปลดคนอื่นลง"   
อาจารย์ก็ทำการขีดเส้น 2 เส้น ให้เท่าเดิม คือ 3 ฟุต และ 5 ฟุต แล้วอาจารย์ก็สาธิตให้ดูด้วยการขีดเส้น 3 ฟุต ให้ยาวขึ้น เป็น 10 ฟุต แล้วกล่าวว่า ...


"จงอย่าคิดว่าขู่แข่งของเธอคือ ศัตรู แต่ให้คิดว่าเป็นครูของเธอ ที่เธอจะต้องพัฒนาตนเองให้เทียบเท่าหรือ ดีกว่า เขาคือ คนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม หากไร้คู่แข่งแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเราเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์ ก็ไม่รู้จักสวยงาม" 


นักสู้ที่ดี มักชื่นชมคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็ง เพราะคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอ จะทำให้ชัยชนะของเขาไม่ยั่งยืนยง ดังนั้นเมื่อได้พบคู่แข่งที่แกร่งและฉลาดล้ำ ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักขยับขยายตัวเองไปให้สูงส่งยิ่งขึ้น  
คนที่พยายามเลื่อนตัวเองไปโดยการ ฆ่าเพื่อน ฆ่าน้อง ขายเพื่อน ถึงแม้จะทำได้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ ไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ 


การเลื่อนตัวเองขึ้นโดยวิธีการไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวตามวิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น ย่อมมีผลลัพภ์ที่ต่างกัน การเลื่อนตนเองขึ้น พร้อมกับการลดคนอื่นลง เธออาจจะชนะแต่ก็มีศัตรูเป็น "ของแถม" แต่การเลื่อนตนเองโดยไม่ลดคนอื่น เธออาจเป็นผู้ชนะ พร้อมกับมี "เพื่อนแท้" เพิ่มขึ้นมากมาย และหนึ่งในนั้นอาจเป็นคู่แข่งหรืออดีตศัตรูของเธอเองด้วย 
เป็นสังคมแห่งความสำเร็จบนพื้นฐานของมิตรภาพ โดยแท้ ....


Wednesday, 24 February 2016

ไปถวายเพลมา ในวันมาฆะบูชา ปี 59

น้อยใจจริงๆ ที่เป็นอิสสตรี ในวันบุญพระใหญ่แบบนี้ ...ขอระบายหน่อยค่ะ ...

วันนี้มีจิตเผลอไผลไปตอนที่กำลังประเคนอาหาร ด้วยว่าคนมากกว่าปกติ อาหารก็มาก แต่ดิฉันคล่องค่ะ ทำประจำเลยคุ้นเคยกับพิธีกรรม และหลายๆวัดในบริเวณบ้านไม่เกิน 15 กม. เดี้ยนไปมันแทบทุกวัดแหละ จึงรู้จริต โรงครัว ที่เก็บถาดที่ตั้งแถวตักบาตร รู้พิกัดเป็นอย่างดี โยมแยกออกด้วยนะว่าสายนี้ ปฏิบัติแนวแบบนี้จะนิยมหลวงช่วง แบบนี้นิยมพุทธวจนสายพระป่า ... แบบวัดหลวงธรรมยุตร ... สังเกตุเห็นหมด

จิตอกุศลไม่ได้เกี่ยวกับสายไหนๆ หรอกค่ะ แต่เกี่ยวกับน้อยอก น้อยใจ พอคนเยอะมีบางคน นาน นาน ท่านจะเข้าวัดที กลัวบุญตกหล่น รีบร้อน พอเข้าไปเรียงหน้ากันประเคน ถวายแล้วก็ไม่ถอย เก้กังๆ คือ งง ว่าเห้ยเสร็จแล้วยัง .. จะเอาอีกว่างั้น โยมพี่คนนี้ ก็รอจะประเคนอาหารเรามั่ง

ผู้ชายนั้นประเคนง่ายส่งตรงมือพระได้ พอถึงดิฉัน ก็ต้องชะงักรอ ให้พระท่านวางผ้า ถึงประเคนได้ แล้วพอไปแออัด โยมยืนกันค่ะ ค้ำหัวพระเลย รู้สึกไม่ดีเลย เศร้าใจชาวพุทธ ไปวัดวันสำคัญตามไบเบิ้ลเลยเนี่ย ... หาได้รู้ธรรมเช่นใดเลย พ่อแม่ทำให้บุตรหลานดู แบบหยาบๆ สืบต่อกันไปหมด ...

ด้วยต้องรอพระวางผ้าเพื่อสตรีมีสิทธิ์ประเคน พระทำท่าจะฉวยผ้า โยมผู้ชายยื่นถ้วยแกงพรวดจ่อหน้าท่าน พระท่านหันมามองหน้าดิฉัน อมยิ้มน้อยๆ เหมือนจะบอกว่า "รอหน่อยนะโยม" ดิฉันพยักหน้านิดนึง เหมือนจะบอกว่า "เอาที่สบายใจพี่บ่าวเขาแล้วกัน" ต้องรอจนกว่าพระว่างหันมาหยิบผ้าวางให้ประเคนได้... แต่โยมเห็นว่าท่าจะยาว จะถอยก็ไม่สะดวกอัดอยู่ข้างหลังก็เยอะ จึงนั่งคุกเข่า ต่ำกว่าพระรอท่านพร้อมวางผ้า และนั่นคือเป็นการบอกว่า "คุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้" ฮาๆๆ.... จึงรอสิทธิ์อย่างมีศรัทธา

ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะพอโยมตัดสินใจคุกเข่าเอาทางถูกจริตสบายใจเท่านั้นละ ทางสูงก็โล่ง มีการยื่นแกงข้ามหัวมาเลย รีบประเคนพระ เสียวจิ้ด กลัวแกงราดหัวโยม... แอบคิด #อกุศลจิต เนี่ย...อยากเป็นผู้ชายจังเลย ถวายอะไรก็ง่ายดาย เกิดเป็นหญิงจะทำบุญ ต่อหน้าพระสงฆ์องค์เจ้ายังยากเลย..

เสร็จสิ้นแล้ว มาอุทิศบุญกันเถอะ อันนี้เราคล่องกว่าเยอะหละ...

อุทิศบุญ
ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ ไปให้ทุกรูปทุกนาม ทั้ง 20 ชั้นพรหมโลก 6 ชั้นเทวะโลก มนุษย์โลกมารโลกยมโลก อบายภูมิทั้ง4 มีนรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน และในหมื่นโลกธาตุกับอีกแสนจักรวาลภิภพ ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ รูปวิญญาน อรูปวิญญานและสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นมิตรและเป็นศัตรู ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ขอให้ทุกรูปทุกนามจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกรูปทุกนามจงโมทนาในส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ความสุขเช่นเดียวกันกับที่ข้าพเจ้าพึงได้รับ ณ. กาลบัดเดี๋ยวนี้เทอญ. สาธุ...

ปราชญ์ผู้สันโดษ

ปราชญ์ผู้สันโดษ
เขียนเล่าเรื่องพระไพศาล วิสาโล


พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) เป็นพระมหาเถระที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ที่สำคัญที่สุด ของพุทธศาสนาไทยในปัจจุบัน ว่าจำเพาะสมณศักดิ์ของท่านก็จัดว่าสูงมาก คือเป็นพระราชาคณะขั้นรองสมเด็จ แต่ท่านมีความเป็นอยู่อย่างสมถะมาก พึงพอใจในการอยู่อย่างเรียบง่าย และเสมอต้นเสมอปลายในเรื่องนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่เป็นพระชั้นผู้น้อยจวบจนถึงปัจจุบัน

เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ แม้ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชวรมุนี และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อหนังสือพุทธธรรม ฉบับขยายความ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของท่านแทบไม่ได้แตกต่างไปจากตอนเป็นพระหนุ่มเมื่อ ๒๐ ปีก่อนหน้านั้นเลย กุฏิของท่านมีหนังสือกับอุปกรณ์ที่ใช้เขียนหนังสือเป็นหลัก ดูโล่งและเป็นระเบียบ

คราวหนึ่งมีญาติโยมขออนุญาตติดเครื่องปรับอากาศให้ท่าน เนื่องจากรอบวัดเป็นย่านชุมชน มีมลภาวะมาก มิหนำซ้ำข้างวัดยังเป็นร้านทำทอง กลิ่นน้ำประสานทองโชยมาที่กุฏิของท่านทุกวัน ทำให้ท่านมีอาการภูมิแพ้ หอบ เหนื่อย แต่ท่านก็ปฏิเสธไปทุกครั้ง แต่ญาติโยมก็ไม่ละความพยายาม ในที่สุดก็สามารถพาช่างมาติดเครื่องปรับอากาศให้ท่านจนได้ แต่ท่านก็ได้ใช้น้อยมาก เพราะไม่นาน ก็ย้ายออกไป เมื่อท่านไปยังวัดญาณเวศกวัน ท่านก็ยังไม่ยอมติดเครื่องปรับอากาศเช่นเดิม คงใช้แต่พัดลมช่วยระบายความร้อน เหมือนเมื่อครั้งอยู่วัดพระพิเรนทร์

ท่านเป็นพระเถระที่ไม่สะสม ทั้ง ๆ ที่ได้รับอติเรกลาภในโอกาสต่าง ๆเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลามีญาติโยมมาจัดงานทำบุญถวายท่าน เนื่องในวันคล้ายวันเกิดบ้าง ในวันสำคัญทางศาสนาบ้าง หรือแสดงมุทิตาจิตที่ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์บ้าง ของที่นำมาถวายนั้นเป็นสิ่งของเครื่องใช้มากมาย แต่เมื่อเสร็จงานแล้ว ท่านจะเก็บแต่เฉพาะหนังสือไว้ ส่วนของอื่น ๆ ท่านจะแจกต่อให้แก่พระเณรในวัด

ของถวายบางอย่างบรรจุใส่กล่องสวยงาม บางกล่องก็ห่อเป็นของขวัญ ท่านก็ไม่เปิดดูด้วยซ้ำว่าข้างในเป็นอะไร วิธีการแจกของท่านก็คือติดหมายเลขที่กล่องเหล่านั้น แล้วทำสลากให้พระเณรแต่ละรูปมาจับ ใครได้สลากตรงกับของกล่องใด ก็รับของกล่องนั้นไป ว่ากันว่า การแจกแบบนี้สามเณรในวัดชอบมาก เพราะอาจได้ของใช้ดี ๆ ซึ่งตามปกติไม่มีโอกาสได้รับ

นอกจากของขวัญ ค่าลิขสิทธิ์หรือค่าตอบแทนจากงานเขียน ท่านก็ไม่เคยรับ หากแต่บริจาคให้แก่สถาบัน มูลนิธิ หรือสาธารณกุศลต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะท่านถือว่างานเขียนเหล่านั้นเป็นการบำเพ็ญธรรมทาน อันเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของบรรพชิต งานบรรยายก็เช่นกัน ไม่ว่าที่ไหน เมื่อเจ้าภาพถวายซองปัจจัยแก่ท่าน ท่านก็จะมอบคืนเพื่อเป็นทุนดำเนินงานขององค์กรเหล่านั้นต่อไป โดยไม่เคยเปิดดูเลยว่าในซองนั้นมีเงินเท่าไร หากมีผู้มาถวายปัจจัยให้แก่ท่านที่วัด ท่านก็จะมอบให้เป็นสมบัติของสงฆ์ ไม่เก็บไว้แม้แต่บาทเดียว

‪#‎คัดลอกบทความจากเพจ‬ วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ