Wednesday, 16 March 2016

สติปัฏฐาน ๔ คืออะไร

สติ แปลว่า การตามระลึกรู้อารมณ์

ปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้ง (ของการเพ่ง)

สติปัฏฐาน ๔ หมายถึง ฐาน หรือที่ตั้งอันเป็นที่รองรับของการกำหนดสติอย่างประเสริฐ เพราะเป็นการตามระลึกรู้อารมณ์ปรมัตถ์ (รูป-นาม) ที่เกิดขึ้นตามฐาน ซึ่งมี ๔ ฐานด้วยกัน คือ กาย เวทนา จิต และธรรม

ผู้ใดที่มีการปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักของสติปัฏฐาน ย่อมเป็นเหตุให้เกิดวิปัสสนาปัญญา อันเป็นปัญญาที่เข้าถึงสภาวธรรมของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ในที่สุด

ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ สามารถทำลายวิปลาสธรรม ๔ ประการได้

วิปลาสธรรม ๔ ประการ คือ 

๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณากาย ซึ่งเป็นรูปธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงรูปนั้นเป็นอสุภะ(ความไม่งาม,ความน่าเกลียด) เป็นการทำลาย สุภวิปลาส(สำคัญว่างาม,ว่าน่ารัก)

๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาเวทนา ซึ่งเป็นนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงเแล้ว นามธรรมเป็นทุกข์ เป็นการทำลาย สุขวิปลาส(สำคัญว่าเป็นสุข)

๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาจิต ซึ่งเป็นนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วจิตนามธรรมเป็นอนิจจัง เป็นการทำลาย นิจจวิปลาส (สำคัญว่าเที่ยง)

๔. ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติตั้งมั่นในการพิจารณาธรรม ซึ่งเป็นทั้งรูปธรรม และนามธรรม เพื่อให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว รูป และนามนั้น เป็นอนัตตา เป็นการทำลาย อัตตวิปลาส (สำคัญว่าเป็นตัวตน)

ดังนั้น เมื่อเข้าใจคำนี้แล้วก็ให้เริ่มตั้งใจฝึกสติปัฏฐาน 4 กันเถิด...เพื่อทำลาย "วิปลาสธรรม" ต่างๆ ให้หมดไป 

สาธุ สาธุ สาธุ 

Sunday, 6 March 2016

นิทานคุณธรรมสอนใจ "คนฉลาดกับคนโง่ ไปร่อนทอง"

วันนี้เอา นิทานสอนใจ มาให้อ่านกันอีกเรื่องหนึ่ง มาจากหนังสือชื่อ "นิทานคุณธรรม" เขียนและเรียบเรียงโดย นิทัศน์ ธีระวิทย์ เป็นของสำนักพิมพ์ book smile  เรื่องราวมีดังนี้,,,

คนฉลาดกับคนโง่ไปร่อนทองด้วยกัน หลังจากที่ร่อนทองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับบ้าน ซึ่งแต่ละคนก็นำเอาทองที่ร่อนได้ และถุงน้ำหนังซึ่งบรรจุน้ำไว้เต็ม ติดตัวกลับมาด้วย เพราะในการเดินทางกลับนั้นจะต้องผ่านทะเลทราย ซึ่งน้ำถือว่าเป็นสิ่งที่ค่ามาก ฉะนั้น พวกเขาจะดื่มทีละแค่อึกเดียว

คนฉลาดเห็นคนโง่ไม่ค่อยดื่มน้ำ จึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ทอง จึงพูดว่า

“ข้ายอมให้เจ้าดื่มน้ำอึกหนึ่ง ขอเพียงแค่เจ้าให้ทองข้าหนึ่งตำลึงก็พอ”

คนโง่ไม่ว่าอะไรเลย และผงกหัวตกลง

ไม่นานต่อมา คนโง่ก็ถามคนฉลาดว่า “ให้ข้าดื่มน้ำอีกสักอึกได้ไหม”

คนฉลาดตอบอย่างร่าเริงว่า “ได้สิ แต่คราวนี้ต้องแลกกับทองสองตำลึงนะ”

คนโง่ก็ตอบกลับทันทีว่า “ได้อยู่แล้ว”

ทั้งคู่ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ คนฉลาดยอมดื่มน้ำน้อยลงอีกหน่อย แต่ก็แลกกับทองของคนโง่มาได้ทั้งหมด

คนฉลาดแบงทองหนักขึ้นทุกที แต่ก็นึกดีใจ เทียบกับไปร่อนทองแล้วก็คือว่าคุ้มค่ามาก และไม่ต้องเสียเวลามากด้วย ซ้ำยังไม่ต้องเหนื่อยแทบเป็นแทบตายในการร่อนทอง นับว่ารวยทางลัดได้จริงๆ แต่คนโง่กลับไม่รู้สึกอะไรเช่นนั้น รู้สึกแค่ว่า ตอนนี้ตัวเบามาก และมีความสุขจริงๆ

คนฉลาดนึกในใจว่า “มันโง่จริงๆ “

ทั้งสองเดินทางมาจนเกือบถึงขอบทะเลทรายแล้ว แต่คนฉลาดทนความทรมานจากความกระหายน้ำต่อไปอีกไม่ไหว เขาล้มลงไปกองกับพื้น คนโง่ให้เขาดื่มน้ำอีกอึกเล็กๆ เขาจึงฟื้นขึ้นมาอย่างสะลืมสะลือ

คนฉลาดหมดเรี่ยวแรง เหลือแต่ลมหายใจ พูดกับคนโง่ว่า

“ข้ายอมให้ทองหนึ่งตำลึงแลกกับน้ำหนึ่งอึกของเจ้า”

คนโง่เขย่าถุงน้ำของตัวเองแล้วก็สั่นหัว

คนฉลาดด้วยความกระหายน้ำอย่างเต็มที่แล้ว ก็เลยยอมบอกว่า “ทองสองตำลึงแลกกับน้ำหนึ่งอึกนะ”

คนโง่ยังคงสั่นหัว

“งั้นข้าให้ทองเจ้าทั้งหมดแลกกับน้ำหนึ่งอึกของเจ้า ตกลงหรือไม่”

คนโง่ยังคงสั่นหัว พร้อมกับชี้ไปข้างหน้าแล้วพูดว่า “เจ้าดูสิ”

คนฉลาดโงหัวขึ้นมาดู ไม่ไกลนักมีแม่น้ำอยู่สายหนึ่ง คนฉลาดตะเกียกตะกายคลานไปได้ไม่กี่ก้าว แข็งใจพูดออกมาว่า

“ตอนนี้ข้าต้องการแค่น้ำเพื่อให้รอดชีวิตเท่านั้น”

คนโง่เกิดถุงน้ำยื่นให้คนฉลาดดู พลางสั่นหัวและพูดว่า

“ที่ข้าสั่นหัวปฏิเสธ ก็เพราะ ไม่มีน้ำเหลือแล้ว”

นิทานเรื่องนี้ทิ้งให้จบไว้เพียงแค่นี้ ผู้เขียนคงต้องการให้ท่านผู้อ่านคิดกันต่อเองว่า ตกลงแล้วใครที่โง่ ใครที่ฉลาดกันแน่ จริงๆ แล้วเรื่องของความโลภในทรัพย์สินเงินทองนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เราตาบอด และทำให้เรามองไม่เห็นสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เรามักจะคิดแค่เพียงว่า ถ้าเรารวย และมีเงินทองมากมาย ก็จะทำให้เราทำอะไรก็ได้

แต่หารู้ไม่ว่า สถานการณ์ที่แตกต่างกันไป บางครั้งมีเงินมากมายก็ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เลย ดังนั้นจะทำอะไรจงพิจารณาให้ถ้วนถี่ และจงอย่าให้ความโลภมาทำให้เราหลงผิด คิดผิด และสุดท้ายเราอาจจะตายเหมือนกับคนฉลาดในเรื่องซึ่งมีทองอยู่เต็มตัว แต่ไม่สามารถที่จะรักษาชีวิตไว้ได้

CR: โดย อจ. ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร: Think People Consulting

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

เป็นไงค่ะ ดิฉันชอบเรื่องนี้มากๆ เลย 

Friday, 26 February 2016

เลื่อนคนอื่นขึ้น แต่อย่าลดคนอื่นลง !


อาจารย์ท่านหนึ่ง ชวนลูกศิษย์ไปเดินตามชายหาด ช่วงหนึ่งของการสนทนา อาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นไปบนพื้นทราย เป็นเส้นคู่ขนาด ยาว 5 ฟุต และ 3 ฟุต ตามลำดับ 


อาจารย์กล่าวว่า "เธอลองทำให้เส้น 3 ฟุต ยาวกว่าเส้น 5 ฟุต ให้ดูหน่อยสิ" ลูกศิษย์หยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วตัดสินลบรอยเส้นที่ยาว 5 ฟุต ให้สั้นลง จนเหลือเพียง ุ1 ฟุต จึงทำให้เส้น 3 ฟุต ดูโดดเด่นขึ้นมา แล้วศิษย์ก็สบตาอาจารย์พลางขอความเห็นว่า "เช่นนี้ใช้ได้หรือยังครับ" 
อาจารย์เขกหัวศิษย์เบาๆ แล้วบอกว่า "คนที่คิดจะยกตนเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู้แข่งนั้น ไม่ใช่วิธีที่ดี ดังนั้น เลือกใช้วิธีนี้ ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลว ไม่พัฒนา ทางที่ดี ควรเลือกวิธีการที่จะ "ยกตนเองขึ้น โดยไม่ไปลดคนอื่นลง"   
อาจารย์ก็ทำการขีดเส้น 2 เส้น ให้เท่าเดิม คือ 3 ฟุต และ 5 ฟุต แล้วอาจารย์ก็สาธิตให้ดูด้วยการขีดเส้น 3 ฟุต ให้ยาวขึ้น เป็น 10 ฟุต แล้วกล่าวว่า ...


"จงอย่าคิดว่าขู่แข่งของเธอคือ ศัตรู แต่ให้คิดว่าเป็นครูของเธอ ที่เธอจะต้องพัฒนาตนเองให้เทียบเท่าหรือ ดีกว่า เขาคือ คนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม หากไร้คู่แข่งแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเราเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์ ก็ไม่รู้จักสวยงาม" 


นักสู้ที่ดี มักชื่นชมคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็ง เพราะคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอ จะทำให้ชัยชนะของเขาไม่ยั่งยืนยง ดังนั้นเมื่อได้พบคู่แข่งที่แกร่งและฉลาดล้ำ ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักขยับขยายตัวเองไปให้สูงส่งยิ่งขึ้น  
คนที่พยายามเลื่อนตัวเองไปโดยการ ฆ่าเพื่อน ฆ่าน้อง ขายเพื่อน ถึงแม้จะทำได้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ ไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ 


การเลื่อนตัวเองขึ้นโดยวิธีการไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวตามวิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น ย่อมมีผลลัพภ์ที่ต่างกัน การเลื่อนตนเองขึ้น พร้อมกับการลดคนอื่นลง เธออาจจะชนะแต่ก็มีศัตรูเป็น "ของแถม" แต่การเลื่อนตนเองโดยไม่ลดคนอื่น เธออาจเป็นผู้ชนะ พร้อมกับมี "เพื่อนแท้" เพิ่มขึ้นมากมาย และหนึ่งในนั้นอาจเป็นคู่แข่งหรืออดีตศัตรูของเธอเองด้วย 
เป็นสังคมแห่งความสำเร็จบนพื้นฐานของมิตรภาพ โดยแท้ ....


Wednesday, 24 February 2016

ไปถวายเพลมา ในวันมาฆะบูชา ปี 59

น้อยใจจริงๆ ที่เป็นอิสสตรี ในวันบุญพระใหญ่แบบนี้ ...ขอระบายหน่อยค่ะ ...

วันนี้มีจิตเผลอไผลไปตอนที่กำลังประเคนอาหาร ด้วยว่าคนมากกว่าปกติ อาหารก็มาก แต่ดิฉันคล่องค่ะ ทำประจำเลยคุ้นเคยกับพิธีกรรม และหลายๆวัดในบริเวณบ้านไม่เกิน 15 กม. เดี้ยนไปมันแทบทุกวัดแหละ จึงรู้จริต โรงครัว ที่เก็บถาดที่ตั้งแถวตักบาตร รู้พิกัดเป็นอย่างดี โยมแยกออกด้วยนะว่าสายนี้ ปฏิบัติแนวแบบนี้จะนิยมหลวงช่วง แบบนี้นิยมพุทธวจนสายพระป่า ... แบบวัดหลวงธรรมยุตร ... สังเกตุเห็นหมด

จิตอกุศลไม่ได้เกี่ยวกับสายไหนๆ หรอกค่ะ แต่เกี่ยวกับน้อยอก น้อยใจ พอคนเยอะมีบางคน นาน นาน ท่านจะเข้าวัดที กลัวบุญตกหล่น รีบร้อน พอเข้าไปเรียงหน้ากันประเคน ถวายแล้วก็ไม่ถอย เก้กังๆ คือ งง ว่าเห้ยเสร็จแล้วยัง .. จะเอาอีกว่างั้น โยมพี่คนนี้ ก็รอจะประเคนอาหารเรามั่ง

ผู้ชายนั้นประเคนง่ายส่งตรงมือพระได้ พอถึงดิฉัน ก็ต้องชะงักรอ ให้พระท่านวางผ้า ถึงประเคนได้ แล้วพอไปแออัด โยมยืนกันค่ะ ค้ำหัวพระเลย รู้สึกไม่ดีเลย เศร้าใจชาวพุทธ ไปวัดวันสำคัญตามไบเบิ้ลเลยเนี่ย ... หาได้รู้ธรรมเช่นใดเลย พ่อแม่ทำให้บุตรหลานดู แบบหยาบๆ สืบต่อกันไปหมด ...

ด้วยต้องรอพระวางผ้าเพื่อสตรีมีสิทธิ์ประเคน พระทำท่าจะฉวยผ้า โยมผู้ชายยื่นถ้วยแกงพรวดจ่อหน้าท่าน พระท่านหันมามองหน้าดิฉัน อมยิ้มน้อยๆ เหมือนจะบอกว่า "รอหน่อยนะโยม" ดิฉันพยักหน้านิดนึง เหมือนจะบอกว่า "เอาที่สบายใจพี่บ่าวเขาแล้วกัน" ต้องรอจนกว่าพระว่างหันมาหยิบผ้าวางให้ประเคนได้... แต่โยมเห็นว่าท่าจะยาว จะถอยก็ไม่สะดวกอัดอยู่ข้างหลังก็เยอะ จึงนั่งคุกเข่า ต่ำกว่าพระรอท่านพร้อมวางผ้า และนั่นคือเป็นการบอกว่า "คุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้" ฮาๆๆ.... จึงรอสิทธิ์อย่างมีศรัทธา

ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะพอโยมตัดสินใจคุกเข่าเอาทางถูกจริตสบายใจเท่านั้นละ ทางสูงก็โล่ง มีการยื่นแกงข้ามหัวมาเลย รีบประเคนพระ เสียวจิ้ด กลัวแกงราดหัวโยม... แอบคิด #อกุศลจิต เนี่ย...อยากเป็นผู้ชายจังเลย ถวายอะไรก็ง่ายดาย เกิดเป็นหญิงจะทำบุญ ต่อหน้าพระสงฆ์องค์เจ้ายังยากเลย..

เสร็จสิ้นแล้ว มาอุทิศบุญกันเถอะ อันนี้เราคล่องกว่าเยอะหละ...

อุทิศบุญ
ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ ไปให้ทุกรูปทุกนาม ทั้ง 20 ชั้นพรหมโลก 6 ชั้นเทวะโลก มนุษย์โลกมารโลกยมโลก อบายภูมิทั้ง4 มีนรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน และในหมื่นโลกธาตุกับอีกแสนจักรวาลภิภพ ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ รูปวิญญาน อรูปวิญญานและสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นมิตรและเป็นศัตรู ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ขอให้ทุกรูปทุกนามจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกรูปทุกนามจงโมทนาในส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ความสุขเช่นเดียวกันกับที่ข้าพเจ้าพึงได้รับ ณ. กาลบัดเดี๋ยวนี้เทอญ. สาธุ...

ปราชญ์ผู้สันโดษ

ปราชญ์ผู้สันโดษ
เขียนเล่าเรื่องพระไพศาล วิสาโล


พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) เป็นพระมหาเถระที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ที่สำคัญที่สุด ของพุทธศาสนาไทยในปัจจุบัน ว่าจำเพาะสมณศักดิ์ของท่านก็จัดว่าสูงมาก คือเป็นพระราชาคณะขั้นรองสมเด็จ แต่ท่านมีความเป็นอยู่อย่างสมถะมาก พึงพอใจในการอยู่อย่างเรียบง่าย และเสมอต้นเสมอปลายในเรื่องนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่เป็นพระชั้นผู้น้อยจวบจนถึงปัจจุบัน

เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ แม้ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชวรมุนี และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อหนังสือพุทธธรรม ฉบับขยายความ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของท่านแทบไม่ได้แตกต่างไปจากตอนเป็นพระหนุ่มเมื่อ ๒๐ ปีก่อนหน้านั้นเลย กุฏิของท่านมีหนังสือกับอุปกรณ์ที่ใช้เขียนหนังสือเป็นหลัก ดูโล่งและเป็นระเบียบ

คราวหนึ่งมีญาติโยมขออนุญาตติดเครื่องปรับอากาศให้ท่าน เนื่องจากรอบวัดเป็นย่านชุมชน มีมลภาวะมาก มิหนำซ้ำข้างวัดยังเป็นร้านทำทอง กลิ่นน้ำประสานทองโชยมาที่กุฏิของท่านทุกวัน ทำให้ท่านมีอาการภูมิแพ้ หอบ เหนื่อย แต่ท่านก็ปฏิเสธไปทุกครั้ง แต่ญาติโยมก็ไม่ละความพยายาม ในที่สุดก็สามารถพาช่างมาติดเครื่องปรับอากาศให้ท่านจนได้ แต่ท่านก็ได้ใช้น้อยมาก เพราะไม่นาน ก็ย้ายออกไป เมื่อท่านไปยังวัดญาณเวศกวัน ท่านก็ยังไม่ยอมติดเครื่องปรับอากาศเช่นเดิม คงใช้แต่พัดลมช่วยระบายความร้อน เหมือนเมื่อครั้งอยู่วัดพระพิเรนทร์

ท่านเป็นพระเถระที่ไม่สะสม ทั้ง ๆ ที่ได้รับอติเรกลาภในโอกาสต่าง ๆเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลามีญาติโยมมาจัดงานทำบุญถวายท่าน เนื่องในวันคล้ายวันเกิดบ้าง ในวันสำคัญทางศาสนาบ้าง หรือแสดงมุทิตาจิตที่ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์บ้าง ของที่นำมาถวายนั้นเป็นสิ่งของเครื่องใช้มากมาย แต่เมื่อเสร็จงานแล้ว ท่านจะเก็บแต่เฉพาะหนังสือไว้ ส่วนของอื่น ๆ ท่านจะแจกต่อให้แก่พระเณรในวัด

ของถวายบางอย่างบรรจุใส่กล่องสวยงาม บางกล่องก็ห่อเป็นของขวัญ ท่านก็ไม่เปิดดูด้วยซ้ำว่าข้างในเป็นอะไร วิธีการแจกของท่านก็คือติดหมายเลขที่กล่องเหล่านั้น แล้วทำสลากให้พระเณรแต่ละรูปมาจับ ใครได้สลากตรงกับของกล่องใด ก็รับของกล่องนั้นไป ว่ากันว่า การแจกแบบนี้สามเณรในวัดชอบมาก เพราะอาจได้ของใช้ดี ๆ ซึ่งตามปกติไม่มีโอกาสได้รับ

นอกจากของขวัญ ค่าลิขสิทธิ์หรือค่าตอบแทนจากงานเขียน ท่านก็ไม่เคยรับ หากแต่บริจาคให้แก่สถาบัน มูลนิธิ หรือสาธารณกุศลต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะท่านถือว่างานเขียนเหล่านั้นเป็นการบำเพ็ญธรรมทาน อันเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของบรรพชิต งานบรรยายก็เช่นกัน ไม่ว่าที่ไหน เมื่อเจ้าภาพถวายซองปัจจัยแก่ท่าน ท่านก็จะมอบคืนเพื่อเป็นทุนดำเนินงานขององค์กรเหล่านั้นต่อไป โดยไม่เคยเปิดดูเลยว่าในซองนั้นมีเงินเท่าไร หากมีผู้มาถวายปัจจัยให้แก่ท่านที่วัด ท่านก็จะมอบให้เป็นสมบัติของสงฆ์ ไม่เก็บไว้แม้แต่บาทเดียว

‪#‎คัดลอกบทความจากเพจ‬ วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ

Thursday, 18 February 2016

ข้อปฏิบัติ และกระบวนการในการใส่บาตรพระที่ถูกต้อง

ในการใส่บาตรพระ จริงๆ แล้วเรา "ชาวไทยพุทธ" มีประเพณีที่ปฏิบัติกันมาเป็นกิจกรรม ดิฉันผู้เขียนเอง ก็ยังไม่ทราบที่มาหรอกค่ะ (ยังไม่ได้ค้นคว้า) แต่มั่นใจว่ากระบวนการตามวิธีการตักบาตรนี้น่าจะยึดถือและนำมาปฏิบัติต่อไปอย่างถูกต้องสวยงาม ดีงาม ตามที่บรรพบุรุษยึดถือมานาน

น่าจะเป็นไปตามจารึกทางพุทธศาสนา และขณะนี้ รู้สึกว่า คนรุ่นใหม่ จะเริ่มหลงลืมกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งเราก็มิใช่ว่าจะหลงเน้นแต่พิธีกรรม แต่มันเป็นพุทธะกริยาที่สมควรสืบทอดไว้ เป็นกิจกรรมที่อ่อนโยน ดูมีวัฒนธรรมตามจารีตประเพณีของชาวไทย หรือ ชาวเอเชียส่วนใหญ่ ซึ่งชนชาวแถบๆเอเซียเราจะทำได้สวย อ่อนช้อย ดูดี

ดังนั้นเราควรจะให้ลูกหลาน ได้เรียนรู้ หรือ ควรจะบรรจุไว้ในหนึ่งกิจกรรมที่โรงเรียนควรนำมาฝึกเยาวชนให้เข้าใจ พร้อมใจปฏิบัติ ลดทอนความกระด้าง กระโดกกระเดก จำได้ว่าผ่านมายุคสมัยหนึ่ง ในช่วงเวลาอายุของผู้เขียนนี่เอง ต้องยอมรับว่า ไม่ค่อยทราบกัน เพราะเราโตมาในยุค เทคโนโลยีเบ่งบาน วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาเป็นเกณฑ์มาตรฐานกิจกรรม ทำให้จารีตเราดูงมงาย ไร้สาระ ... เสียดายสิ่งที่พ่อแม่ปู่ย่าสะสมมาจริงๆ ...

ในการตักบาตรนั้น นอกจากเราต้องเตรียมของใส่บาตร ตามความเชื่อว่า ต้องมี อาหาร น้ำ คาวหวาน ดอกไม้ธุปเทียนแล้ว แต่ดิฉันนั้น..พ่อแม่เคยสอนว่า มีอะไรจะใส่ ก็ใส่ได้ ตามความพร้อมเพราะเราตักทุกวันมากน้อยแต่ให้สม่ำเสมอมิให้ขาด อยากให้เราใส่บาตรทุกวัน เพราะพระเขาไม่สะสมอาหาร หมดแค่เที่ยงต่อวัน พระท่านเดินผ่านหน้าบ้านทุกวัน (ต้องตื่นเช้าเลยสิ) แต่ทุกวันน้ำนี่อย่าให้ขาด เพราะพระจะฉันแล้วติดคอ ดอกไม้ ก็เพื่อให้สวยชาติหน้า แต่จริงๆ คือ พระเขาไม่ให้เด็ดดอกไม้ จะมีดอกไม้ไปบูชาพระ ก็ต้องมีโยมตักบาตรถวายนี่แหละ แล้วดอกไม้ก็เหี่ยวทุกวัน ต้องเปลี่ยนทุกวัน ...จำติดใจ โดนปลูกฝังอย่างไรมา ก็ปฏิบัติตามนั้น ...



มาดูวิธีปฏิบัติ ตามที่พระอริยะโอวาท ว่าไว้ค่ะ ตามพุทธวจน ไปค้นๆ มา เพื่อให้พุทธสานิกชน ได้ดำเนินสืบทอดให้ยาวนาน มาเริ่มกระบวนการตักบาตรกันค่ะ

1. การนิมนต์พระ

เมื่อพระเดินมาบิณฑบาตร และ หลังจากพวกเราเตรียมอาหาร สำรับกับข้าวเรียบร้อยแล้ว เราก็ยืนรอพระ พอพระเดินมาถึงเรา เราก็ต้อง "นิมนต์ท่าน" การนิมนต์ ก็ควรใช้คำว่า "นิมนต์ครับ/นิมนต์ค่ะท่าน" แค่นี้ พระก็ทราบแล้วว่าโยมจะตักบาตร  ไม่ต้องใช้คำนิมนต์ให้ยากอะไรนัก "ท่านเจ้าประคุณเจ้าคะ นิมนต์เจ้าค่ะ" อันนี้ ก็ไฮโซไปนะคะ หรือ "นิมนต์เจ้าค่ะ พระอาจารย์" พระอาจสะดุ้งได้ หากท่านเพิ่งบวชไปแค่ อาทิตย์เดียวเอง ...

การนิมนต์พระควรนิมนต์ด้วยความสำรวม และ ใช้เสียงดังพอประมาณ   โยมบางคนเรียกพระด้วยเสียงอันดัง "นิโมนนนน" ตะโกนลั่น มันไม่สำรวมน่ะค่ะ นอกจากนี้ ต้องสังเกตุอายุของพระด้วย ถ้าเป็นพระเด็กๆ ก็ไม่ต้องเรียกหลวงพี่ หลวงน้าอะไรหรอกค่ะ เรียก "ท่าน" ตามปกติไปนี่แหละ ..บางคนไม่ค่อยได้ทำ เขินอาย หรือ ลนลาน พาลกวักมือเรียกเพราะ พร้อมกับเปล่งวาจา จอดๆๆ จอดค่ะ จอด ... อันนี้ก็ไม่ควรเขิล หรือ ลนลานจนเกินเหตุ ศึกษาไว้ จะได้ทราบและพร้อมทำอย่างถูกต้อง ... ครั้งสองครั้งก็คล่องแล้วค่ะ ...

2.จบ 

การจบคือ การยกสิ่งของที่เราจะถวายพระ หรือ ใส่บาตร ขึ้นมาจรดหน้าผาก พร้อมทำการอธิษฐานและควรใช้เวลาอธิษฐานแต่พองาม ไม่ใช่ให้พระท่านยืนเปิดฝาบาตรรอ จนท่านสงสัย โยมอธิษฐานขออะไรหนอ มากมายขนาดท่านต้องคอยนานมาก..

3. ถอดรองเท้า ยืนด้วยเท้าเปล่า

จุดประสงค์ของการถอดรองเท้าคือ การให้ความเคารพพระสงฆ์ โดยการไม่ยืนสูงกว่าท่านเพราะเวลาพระสงฆ์บิณฑบาตรท่านจะเดินเท้าเปล่า (บางท่านปัจจุบันสวมรองเท้า แต่ก็บางๆ เท่านั้น) บางญาติโยมมีไม่เข้าใจ ถอดรองเท้า แต่ก็กลับเอารองเท้ามารองโดยขึ้นไปยืนบนรองเท้าอีกทีซะงั้น  หรือบางโยม ขึ้นไปยืนบนฟุตบาท แต่พระยืนบนพื้นถนน ต่ำกว่าโยมไปเสียงั้น ระวังกันด้วยค่ะ ให้พระท่านไปยืนบนฟุตบาท เราลงมาที่พื้นถนนเถิดค่ะ

4. ใส่บาตร 

มาถึงการใส่บาตรเสียที การใส่บาตร มีสิ่งที่พระท่านชอบเล่าขำๆ เวลาดิฉันไปถวายเพล มีเวลานั่งคุยกับพระ เพราะดิฉันจะถามท่านว่า ใส่บาตรได้มั้ยเจ้าคะ สิ่งนี้ พรุ่งนี้จะได้ใส่ไปพร้อม ไม่เช้่นนั้น จะนำมาถวายทีหลัง ปัจจุบันทุกคนมักมองข้ามว่าสิ่งใดควรใส่บาตร สิงใดๆ เขาไม่ใส่ในบาตรกัน ทั้งโยม ทั้งพระพอกัน ทุกวันนี้ อ้าฝาบาตรพร้อมรับหมด ท่านลืมหรือ ท่านไม่ทราบ ดิฉันก็สุดคาดเดา กับข้าว ข้าว ก็ใสบาตรได้ แต่บางอย่างก็ให้วางบนฝาบาตรแทนค่ะ และวางด้วยความสำรวมค่ะ

5. รับพร 

หลังจากใส่บาตรแล้ว พระสงฆ์ก็จะให้พร เราก็ประนมมือรับตามระเบียบ นั่งคุกเข่า หรือย่อตัวลง หากไม่สะดวกจริงๆ ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้อง ก็ยืนประนมมือสำรวม แต่ควรนั่งลงเพื่อจารีตที่สวยงามนะคะ ลูกหลานจะได้ไม่จำไปผิดๆ ...


จบกระบวนการค่ะ ขอให้สาธุชน ตักบาตรกันให้สะดวกสบายใจไม่ขัดเขินนะคะ การสะสมบุญโดยการตักบาตร หลวงพ่อจรัญสอนว่า อย่าไปคิดว่า พระจริง พระเก๊ ...เราตักไปด้วยความตั้งใจดี ก็เป็นบุญเราค่ะ



Monday, 15 February 2016

ข้าพเจ้าอุทิศบุญแล้วเจอเหตการณ์ประหลาด ...????

กรวดน้ำอุทิศบุญ ขณะที่ทำ ได้ยินเสียงทุบประตู
เสียงที่ได้ยิน คือ อะไร ?


ข้าพเจ้านั้นตั้งใจยิ่งด้วยอายุมากขึ้น กลัวสะสมบุญไม่ทันล้างกรรมเก่า รวมทั้งสำนึกกรรมใหม่ที่ก่อมาอีกมากมาย..ไม่อยากคิด...บารมีอาจมีถึงพอจะเข้าใจพุทธศาสนา จึงว่าจะเลี่ยงเรื่องกรรมทั้งปวงแม้แต่วจีกรรม มโนกรรม จากเล็กๆน้อยๆจะฝึกไปจนให้มันแข็งกล้าละเรื่องใหญ่ๆไปจนเรียบนิ่ง...แก่กล้าในกุศลลดทอนกรรมที่เผิชญอยู่และยังจะต้องพบเจอในอนาคต...อะไรที่มันจอมปลอมปลิ้นปล้อนกันนักก็หวังละเว้น หลักเลี่ยง คือ ลดความ ผิดพลาด ก่อกรรมให้น้อยที่สุดชดใช้กรรมให้มากที่สุด เพราะได้ศึกษาเรื่องกรรมมากขึ้น...มีเวลาอ่านบันทึกต่างๆมากมายขึ้น... ความแตกต่างของกรรมที่ทำให้คนแตกต่าง...ต่างคนต่างกรรมต่างวาระ จนเรียกได้ว่าเชื่อใน #ลัทธิกรรม. ต้องเรียกอย่างนี้ มีพระอาจารย์หลายท่านที่ปฏิบัติธรรมมายาวนาน ท่านจะสรุปมรรคผลที่ท่านเรียนรู้เชื่อถือ พยายามบอกกล่าวคือ กรรมมีจริง แต่ข้าพเจ้าขอเรียกมันว่า...ความเชื่อในลัทธิกรรมเก่า จึงคิดว่ากรรมมีจริง...


พระอาจารย์ที่มุ่งมาทางลัทธิกรรม ทฤษฏีกฏแห่งกรรม หลักการภพชาติ ได้แก่

สมเด็จพระณาณสังวรฯ

หลวงพ่อจรัญฯสมเด็จ

พระพุฒจารย์โต

แม่ชีทศพรฯ

เกจิ..สมเด็จเหล่านี้..ชัดเจนในเรื่องการเจาะลึกทฤฏีกรรม รวมทั้งให้แนวทางการลดทอนกรรมการสร้างบุญ การสวดมนต์สร้างบารมีให้แก่กล้าจนเห็นกรรม...เห็นด้วยตนเองระลึกได้ด้วยตนเอง...สามารถกระทำได้ ท่านเหล่านี้ให้แนวทางไว้แล้ว...เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษาได้อ่านบทความต่างๆที่เพื่อนๆแชร์ๆมา ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจว่าจะลองปฏิบัติดูว่า...เลือกเอาเรื่อง...ต่างๆมาลองทำดู..ได้แก่

#การทำกรรมดีในแต่ละวันแล้วเราอุทิศบุญบ่อยๆทุกครั้งไม่ว่าทำกุศลอะไรตั้งใจทำอย่างจริงใจมุ่งมั่นทำสติจดจ้องรวมจิตใจเพ่งสมาธิเพื่ออุทิศบุญสม่ำเสมอ...โดยการกรวดน้ำลงดินจริงๆ....ข้าพเจ้าจะลองทำดูสิ จะได้ผลยังไง?ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเตรียมที่กรวดน้ำพร้อมเสมอข้างตัวเติมน้ำไว้รอหลั่งลงดินเมื่อข้าพเจ้าเชื่อว่าข้าพเจ้าทำกรรมดี..!!!

#กรรมดีอะไรที่ข้าพเจ้าจะทำนอกจากไปตักบาตรทุกวันแล้วก่อนไปจุดธูปหลังตักบาตรกรวดน้ำก็ทำบ่อยไม่เว้นวันพระเลย หนึ่งหละ ข้าพเจ้าจะกำหนดเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วมันมีอะไรบ้าง...ข้าพเจ้าคิดทบทวนไปมากมาย สรุปได้หลายพฤติกรรมที่จะละเว้นที่จะปฏิบัติ ตย. ผุดขึ้นมามากมาย พ่อข้าพเจ้าเองที่เป็นตัวอย่างดีๆหลายอย่างแก่กล้าบริสุทธิ์ในตัวท่านเอง...ไกล้นิดเดียว! เราเป็นบุตรี ได้มาทางสายเลือดอยู่แล้ว...ทำไมไม่ดูท่านเป็นตย. จึงได้แนวทางทำได้เลย...


#กรรมดีเผยแพร่ธรรมมะทาน ข้าพเจ้าก็ทำไปเรื่องนึงคือพิมพ์แผ่นธรรมทานกรวดน้ำไปแล้ว ทำตามวาระ แต่ยังมีอีกแบบคือ ตั้งใจว่าจะพิมพ์ธรรมมะสรุปจากบทต่างๆหนังสือต่างๆมาถอดความสรุปใหม่ เขียนตามความเข้าใจของตัวเองจากประสบการณ์กรรม การน์แปลกๆที่อุบัติขึ้นให้ข้าพเจ้าแปลกใจเสมอๆมาแบ่งปัน พยายามเขียนพิมพ์สรุปให้หลายๆท่านได้อ่านและเป็นบุญกุศลต่อข้าพเจ้าเอง...นี่คือความตั้งใจในกุศลกรรมดี...ตามหลักการของทฤษฏี #ลัทธิกรรม โดยหลวงพ่อจรัญบอกว่าให้ ลดทอนกรรมได้ แต่สมเด็จพระญาณสังวรมิได้กล่าวไว้เช่นนี้ แต่ให้มุ่งสร้างบุญหนีกรรม...อาจจะคล้ายกันแต่แนวทางปฏิบัติต่างกันเล็กน้อย...อ้างอิงตามความเข้าใจของข้าพเจ้าเองขณะเขียนนี้...อนาคตอาจไม่ใช่หากเข้าใจหรือศึกษาได้ลึกซึ้งกว่านี้...(เพิ่งศึกษาจริงจัง 3 วัน)


#เมื่อตั้งใจจึงมุ่งทดลอง การทดลองคือ ตามหลักการพระญาณสังวรคือ ทำจิตเป็นกุศล สวดมนต์สม่ำเสมอ ข้าพเจ้ากระทำ...ตามหลักการของหลวงพ่อจรัญคือ ตักบาตรทุกวัน สวดมนต์ แผ่เมตตาผู้อื่นตนเอง ปฏิบัติกรรมมัฐฐาน และอุทิศบุญสม่ำเสมอทุกครั้งที่ทำกรรมดี ข้าพเจ้ามุ่งกระทำ....วานนี้ข้าพเจ้าก็ไปค้นหาเนื้อหาข้อมูลเกี่ยวกับ ศีล 8. ลงในเฟสบุ้คเป็น"เทคโนโลธรรมมะทาน" ตั้งใจพิมพ์ด้วยจิตเป็นกุศลเต็มที่และนำภาพมาประกอบให้ตรงกันแบบผู้รู้ หวังว่าคนอื่นที่มาอ่านจะได้เข้าใจไปด้วย มากน้อยผิวเผินก็ยังดีกว่า ไม่ได้เคยรู้อะไรเกี่ยวกับศีล 8. คืออะไรเลย...พยายามนั่งพิมพ์ด้วยจิตปิติ...จนกระทั่งสัก 2 ทุ่มของเมื่อวาน เหลือบมาอ่านเฟส มีผู้มาแชร์ธรรมะทานที่ตั้งใจเผยแพร่ด้วจิตกุศลเต็มเปี่ยม...เห็นดังนั้นดีใจ จึงเดินไปหยิบขวดกรวดน้ำประจำกาย...เดินออกไปนั่งใต้ต้นไม้..จุดธูป 3 ดอกแล้วตั้งจิตอธิษฐาน...ตามความเชื่อลัทธิกรรมของหลวงพ่อจรัญฯ...ดังนี้...



#เมื่อทำกุศลดี ทุกครั้งตั้งนะโม 3 จบ ข้าพเจ้า...เกิดวันที่ ... ข้าพเจ้าขอตั้งจิตถึงบารมีสิ่งศักสิทธิ์ทั่วสากลโลกที่ปกปักรักษาลูกอยู่ วันนี้ลูกได้ตั้งจิตถวายบุญกุศลนี้ ... แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ขอให้ผลบุญส่งให้ลูกเจริญก้าวหน้าขึ้น ทั้งหน้าที่การงาน ความรัก และขออุทิศบุญกุศลนี้ ให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกภพทุกชาติและรวมถึงวิญญานที่ตามมา ทุกผู้ทุกตนให้มารับ"มหากุศล"นี้เทอญ... สาธุ สาธุ สาธุ


ขณะกรวดน้ำลงดินหยดสุดท้าย ข้าพเจ้ายังกล่าวคำว่าสาธุๆ จะเอ่ยสาธุครั้งที่ 3. ยังไม่ทันได้เอ่ย..จู่ๆประตูบ้านก็มีเสียงเหมือนใครกระแทกประตู พร้อมมีเสียงเล็บลากแกรกๆด้วย ข้าพเจ้าสะดุ้งนึกว่าหมาจะออกมาตามจึงกระโดดตะปบประตู....จึงวิ่งไปเปิดประตู ใจก็คิดว่าจะเห็นหมาน้อย...กะจะหยอกล้อว่า อ้อๆๆจะออกมาตามแม่ใช้ม๊าาาา....แต่เมื่อเปิดประตู...หลังประตูนั้นไม่มีอะไรสักตัว หมาหรือเงาใดๆ...งงเล็กน้อย???? จึงร้องเรียกจะดูว่าหมามากระโดดตะปบประตูแรงขนาดนั้นแอบหนีไปไหน แต่เมื่อเดินหาก็ต้องแปลกใจอีกเพราะหมาน้อยนอนหลับมุ่ยตุ้ยใต้โซฟาด้านในห่างประตูมาก มันได้ยินเสียงเรียกมีบิดตัวแบบบิดขี้เกียจเหมือนว่านอนเพลินๆมาเรียกทำไม????สรุปคือลูซี่ไม่ได้เคาะ งั้นใครเคาะตอนเรากรวดน้ำ!!!


แต่มีเสียงดังโครมแกรกๆๆๆ...ชัดเจนมาก ข้าพเจ้าขนลุก ยกหูโทรหาน้องชาย ...มันคืออะไรวะ????
หรือเขารับบุญหรือเขาไม่ต้องการ หรืออะไร ??????
สิ่งที่ได้ยินเกิดจากการอุทิศบุญใช่หรือไม่...งั้นยิ่งต้องทำเพิ่มๆๆๆๆๆๆๆ 
หรือเขามาบอกว่าทำถูกแล้ว ทำแบบนี้มีจริง....ถ้าแบบนั้นข้าพเจ้ายิ่งเชื่อมั่นมากแต่วันนี้ไม่มีกรรมดีใดๆพอจะอุทิศได้ วันนี้เมตตาหลานสาวขับรถพาำปซื้อถุงน่อง ซื้อน้ำหอม...ให้เขาเป็นสุข. อันนี้อุทิศได้มั้ย????

ไม่มีความดีค่ะวันนี้!!!!! แต่อยากกรวดน้ำอีก อยากค้นหาที่มาของเสียงถีบประตูดังโครมนั่น...?????มันคืออะไร????

#เรื่องนี้หลอนไม่ตลกและเชื่อในบุญกรรมมากมาย